2007/Apr/23

GET OUT !!!

: EBOLA

อย่าติดอยู่ในห้องเก่า...... ให้ใครเขามาตีกรอบเอาไว้ อย่ามัวนั่งรอ ปล่อยวันผ่านพ้นจนหมดความหมาย..... ฝันต้องไล่ตาม

" แค่เปิดประตู ออกไป !ปล่อยใจ ปล่อยชีวิตไปทำอะไรที่อยาก! เรื่องราวอีกมากมาย ต้องออกไปก่อนตาย ! หนึ่งชีวิตเวลาอาจมีไม่มาก ชีวิตไม่มีหยุด ต้องออกไป !"

จะอยู่แบบคนฝันเก่ง ที่นอนฝันมันไปอยู่อย่างนั้น หรือตื่นขึ้นมา เพื่อลองไขว่คว้าในสิ่งที่ฝัน ฝันต้องไล่ตาม

" แค่เปิดประตู ออกไป ! ปล่อยใจ ปล่อยชีวิตไปทำอะไรที่อยาก! เรื่องราวอีกมากมาย ต้องออกไปก่อนตาย ! หนึ่งชีวิตเวลาอาจมีไม่มากขอเพียงแต่ก้าวเดิน ออกไป ! ปล่อยใจ ปล่อยชีวิตไปทำอะไรที่อยาก เรื่องราวอีกมากมาย ต้องออกไปก่อนตาย ! หนึ่งชีวิตเวลาอาจมีไม่มาก ชีวิตไม่มีหยุด ต้องออกไป !!!"

...................................................................

: วันนี้......แค่นี้ แต่สักวัน.......ฉันจะทำให้ดีกว่า

บทเรียนที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน.......... หลังจากลงมือทำโปสการ์ดอยู่นาน......... ถ่ายเอง ทำเอง ขายเอง ออกมาขายได้สองอาทิตย์เต็มๆ อย่าถามถึงเรื่องยอดขายที่ดิ่งเหวลงทุกวันๆ 555++ อย่าคิดอะไรมาก ฝีมือเรายังไม่ดีพอก็เท่านั้น.........

สิ่งที่น่าสนใจในตอนนี้กลับไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้จะหาได้จากที่ไหน บางทีมันก็แปลกประหลาดจนน่าตกใจ........... และพบว่าชีวิต มีอะไรหลากหลายมากมายกว่าที่คิด ฉันคิดว่า ชีวิต เป็นเรื่องที่ท้าทาย และน่าค้นหาตลอดเวลา...............

: อาจจะเศษเสี้ยว ของใครบางคน แต่นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สำหรับฉัน

ขายอยู่หน้าเมเจอร์ ปิ่นเกล้า หลังจากโดนไล่ที่อย่างหมูอย่างหมาอยู่สักพักก็หาที่วางแผงจนได้ ลองย้ายจากสาธรเพราะอยากจะลองอะไรแปลกๆ เปลื่ยนไปอยู่ในบรรยากาศใหม่ๆบ้าง ขายไม่ค่อยดีนัก ไม่รู้เพราะอะไร ฉันไม่ได้สนใจ และไม่ได้ตั้งคำถามว่าทำไมคนไม่ซื้อ แต่สนใจมากที่สุดคือคนที่เข้ามาซื้อ ฉันคิดว่าคนที่เข้ามาซื้อ มาคุย มาให้กำลังใจ หรือกระทั่งมาแสดงคอมเมนต์แรงๆ น่าสนใจมากกว่าการที่ฉันจะมานั่งหาวิธีให้คนซื้อแยะๆ

: ฉันขายโปสการ์ด ไม่ใช่นะ ฉันขายความรู้สึก ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ

กำลังจะเก็บร้าน มีฝรั่งคนหนึ่งมาซื้อโปสการ์ดเรียกว่าซื้อคนเดียว 6 ใบ พูดคุยกันอยู่พักใหญ่ เรียกว่าฉันต้องแทบฟื้นวิชาภาษาอังกฤษจากหน้ากระดาษที่เคยเรียนมาเป็นการปฎิบัติจริงแบบแทบตั้งตัวไม่ทัน คนนี้ชื่อ ยัสกิ้น มอร์ เป็นชาวดัตช์ เขาบอกว่าเขาชอบงานมาก และดูแล้วสนใจ คุยไปคุยมา เขาบอกว่าเขาอยากจะออกทริปถ่ายรูปด้วยกันสักครั้ง เล่นเอาฉันงงมาก แต่ในใจเรียกว่าแทบจะระเบิดด้วยความยินดี ที่มีคนเห็นความตั้งใจ...................... รู้สึกมีความสุข ที่สุดในชีวิต ก็ว่าได้................... รู้สึกมหัศจรรย์ที่ใครคนหนึ่งเข้าใจเราจริงๆด้วยเวลาเพียง 10 นาที................. เราเลยนัดกันที่ตรอกข้าวสารในวันรุ่งขึ้น...............ไปถ่ายภาพแนวสตรีทกัน ถ่ายแนวไลฟ์

: บางทีก็มีบ้างที่เจ็บปวด.....................(ส่วนใหญ่เลยล่ะ)

ตอนเจอยัสกิ้นในวันรุ่งขึ้นฉันแทบช๊อคหมอนี่ลากดีเอสแอลอาร์ แคนน่อน อีโอเอส แบบฟูลออฟชั่น เขาบอกว่าเขาซื้อมาประมาณสองพันยูโร (แพงมาก กล้องฉันกับเพื่อนรวมกัน พันยูโรยังไม่ถึง) เดินถ่ายรูปไปทั่วเกาะรัตนโกสินทร์ ภาษาอังกฤษกระท่อนกระเเท่นของฉันพอสื่อความเอาตัวรอดไปได้ ไม่งั้นได้เดินเงียบกันตลอดทาง ชั่วเวลาแห่งความสนุกผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว เรามาอำลากันที่ท่าพระอาทิตย์ ฉันถือวิสาสะขอดูรูปที่ยัสกิ้นถ่าย พอกดดู แม่เจ้า !!! แต่ละภาพ......... สุดยอดทั้งนั้น เพื่อนฉันบอกว่า ใครกันแน่ที่ควรจะขายภาพให้ใคร 55555+ ฉันเลยถามว่าตกลงแล้ว ยัสกิ้นทำงานอะไรกันแน่ เขาเลยตอบว่า เขาเป็นช่างภาพ ทำนิตยสาร เดินทางแบบรอบโลก ฉันนึกในใจ ว่าแล้ว ฝีมือระดับนี้ ( แอบจำมุมมองที่ตานี่ใช้มาด้วย อิอิ )

สุดท้าย เขาบอกว่า เขารู้สึกดีที่ได้พบกับกับพวกเรา และปีหน้าจะมาอีก 55555++ ไม่รู้เหมือนกันว่าปีหน้า ฉันจะยังหายใจอยู่หรือเปล่า ........

: ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางสายตาที่มองดูแปลกประหลาดยังมีคนเข้าใจ

เขาซื้อโปสการ์ดฉันไป 6 ใบแต่ให้ความรู้สึกดีๆ และกำลังใจนับไม่ถ้วน.......... เข้าใจในสิ่งที่ฉันทำ....

ขอบคุณเป็นภาษาดัตช์ไม่เป็น แต่ขอบคุณจากใจจริงๆ ที่ทำให้ฉันไม่สงสัยในสิ่งที่ทำอยู่.........ตลอดเวลาที่มาขายนี่มีเรื่องแปลกๆแยะมาก..............ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ฉันก็ขอบันทึกใว้ในความทรงจำของชีวิตเล็กๆชีวิตนี้ไม่มีวันลืมเลือนเลย........

ความฝันฉันไม่ได้อยู่ได้ด้วยเงินที่พวกเขามาซื้อ แต่อยู่ได้ด้วย "กำลังใจและความเข้าใจ" จริงๆ

: สัญลักษณ์ วี ( V ) victory จะไปถึงไหม ความฝันนั้น ก็ลองดูจนกว่าจะหมดแรงแล้วกัน

........................................................................................................

ปล.ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาซื้อ เข้ามาพูดคุย มาชื่นชม มาติเตียน มันเป็นสิ่งที่ทำให้ฉัน รู้สึก ฉันไม่ได้โดดเดี่ยว และฝันเล็กๆนี้ได้ลงมือทำลงไปแล้ว ขอบคุณชาวต่างชาติที่มาซื้อ ทำให้ส่วนหนึ่งในตัวฉันได้เดินทางนับหมื่น นับพันไมล์ ทั้งที่ตัวเองยังอยู่ตรงนี้ ขอบคุณยัสกิ้น มอร์ ที่เข้าใจ ให้กำลังใจ อุดหนุนมิตรภาพ และแนะนำเทคนิคต่างๆขอบคุณน้องแว่น และพี่สาวที่เป็นไกด์ พี่สาวชาวมุสลิมที่ซื้อก่อนกลับปัตตานี สำหรับความเข้าใจ และบทสนทนาดีๆ น้าตำรวจที่สาทร ที่มานั่งคุยและเลี้ยงเบียร์ฟรี (สงสัยคุยถูกคอ555 ++) ขอบคุณน้องสาวคนหนึ่งที่เข้ามาดูนานสองนาน และบอกว่า ขอโทษค่ะ ไม่ชอบสักใบ มันทำให้ฉันรู้ว่า ฉันต้องทำยังไงต่อไป

"ไม่มีวันแพ้ แม้ต้องล้มอีกสักที ร้อนหรือหนาวมันต้องมี กันทุกคนอยู่แล้ว จะไม่ยอมแพ้ แม้ไม่เห็นมีวี่แวว แม้เหลือลมหายใจแผ่วก็ไม่กลัวอยู่แล้ว..........."

........................................................................................................

2007/Apr/15

ฝนพรำ

: About pop

เมื่อใดฝนพรำ ตกลงครั้งใด ใจหมองหม่น นั่งมองฝนพรำ

เจ็บยังฝังจำ จำลึกอยู่ เมื่อเราครั้งยังมีกัน มอบความรักให้ไออุ่น

ภาพครานั้นยังไม่จางจากใจฉัน จะกี่วันไม่เคยลืมเลือน

เมื่อวันฝนพรำเราอยู่ด้วยกัน กลางสายฝน เปียกปอนเท่าใดไม่เคยหนาวใจ มีรักอุ่น

แต่วันนี้ไม่มีเธอไม่มีรักเหมือนวันเก่า เพียงแค่เห็นโปรยปรายก็เหน็บหนาว

ได้โปรดฟ้าช่วยห้ามฝนที

ผ่านสักกี่ครั้ง ผ่านกี่คราวฝนพรำ ยิ่งเจ็บชําลึกภายใน เธอ เธออยู่ที่ไหน เธอรู้บ้างไหมว่าใครไม่อาจลืมรักที่เคยมี

แต่วันนี้ไม่มีเธอไม่มีรักเหมือนวันเก่า เพียงแค่เห็นฝนโปรยปรายก็เหน็บหนาว ได้โปรดฟ้า ช่วยห้ามฝนที

ผ่านสักกี่ครั้ง ผ่านกี่คราวฝนพรำ ยิ่งเจ็บชําลึกภายใน เธอ เธออยู่ที่ไหน เธอรู้บ้างไหมว่าใครไม่อาจลืมรักที่เคยมี

........................................................................

ฉันยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ท่ามกลางสายฝนพรำ ถนนที่ว่างเปล่า ไร้ผู้คน............... นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต นําตาก็ไหลอาบแก้มทั้งสอง........... ถามตัวเอง เราเป็นอะไรกัน ? เราบ้าไปเเล้วหรือ มือขวาถือหนังสือ มือซ้ายกอดเจ้ารีโกลาส ( กล้องริโค่ เคอาร์ 2 เลนส์บราวน์ 28 มม. ) สิ่งที่ฉันรักยิ่งชีวิตไว้ข้างกาย

ในสมองนึกถึงความทรงจำอันว่างเปล่า ? สองปีที่สาบสูญ ที่สูญเสียความรักไป ความทรมาณที่มหิดล และ 1 ปีที่ว่างเปล่าในการเรียนโท ที่ธรรมศาสตร์ ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ของความรัก ความฝัน ที่ผ่านมา.......

ไปดูผลการประกวดภาพถ่าย ฝีมือฉันคงไม่เข้าขั้นพอ....... ผิดหวังเล็กๆ ไม่ใช่ที่งานตัวเองไม่ติดอันดับ แต่ผิดหวังมากกว่าที่ว่าตัวเราเองพัฒนาได้แค่นี้หรือ ? เห็นเด็กธรรมศาสตร์เดินผ่าน ผิดหวังที่ฉันออกมาจากที่นี่โดยไม่มีอะไรติดมือออกมา เห็นเด็กมหิดลเดินผ่าน ผิดหวังที่ฉันใจร้อนทิ้งสถานที่อันอบอุ่นนั้นออกมา...... เห็นเด็กราชภัฎธนบุรีเดินผ่านมา คิดถึงบ้านหลังเก่า คิดถึงเพื่อนที่เสียชีวิตไป ทำไมตลอดเวลาที่นายยังคงอยู่ฉันไม่ได้ใช้ช่วงชีวิตกับช่วงเวลานั้นให้เต็มที่ อย่างน้อยๆฉันก็จบออกมาพร้อมกับนายได้.........

วันนี้ขายโปสการ์ดได้น้อยมาก คิดเอง ถ่ายเอง ทำเอง ขายกับเพื่อนวันแรกได้มา 300 กว่าบาท นําตาแทบไหล....... ที่มีคนเห็นคุณค่าของเรา วันที่สองฝนตกหนักมากขายไม่ได้สักใบ...... วันที่สามขายได้ 440 บาท แต่วันนี้ขอยได้ 170 บาท หารสองกับเพื่อนที่มาร่วมด้วย

"ไปหางานทำเป็นหลักแหล่งเหอะพวก" เป็นคำพูดที่เสียดแทงใจมาก ฉันอยากเป็นศิลปิน จะข้างถนน จะนอนกลางทรายก็ยอมทนหากว่าใครสักคนก็ตาม เห็นสิ่งฉันทำแล้วมีความสุข........เข้าความหมายของฉัน

"งานเรามันไม่เทพพอหรอก ศิลปการถ่ายภาพตอนนี้เป็นเชิงพานิชย์ไปหมดแล้ว ถ้าอยากถ่ายเป็นศิลปะบริสุทธิ์งานเราไม่เทพพอ ถ้าไม่เก่งจริงๆได้กินหญ้าแทนข้าวแน่ๆ " เจ็บปวดมากๆ ที่ทำไมต้องออกมาแสวงหาเรื่องเดือดร้อน ฉันมีปริญญาตรีแล้วใบหนึ่ง เพียงพอที่จะงานทำได้ ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย ?

พยายามไม่ขอเงินทางบ้านเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้ เดินนับเศษตังค์ไปซื้อเปปซี่จากเซเว่น นั่งลงอย่างท้อใจ วันนี้ขายได้ 170 หารสองเหลือ 80 กว่าบาท เพื่อนทำถ้าจะถอยทัพแล้ว..........

แล้วเราจะเอายังไง เดินไปบนทางที่ตัวเองเชื่อมั่น ? สุภาษิตของนักรบชาวสปาร์ต้า กลับมาพร้อมกับโล่ ไม่ก็นอนตายกลับมาบนโล่ !

แต่เวลานี้ฉันคิดถึง ความอบอุ่น ช่วงเวลาแสนหวานจากเธอ......... "เราขอเวลาเป็นตัวของตัวเองนะ เราอยากค้นหาตัวเอง " หลังจากคำพูดคำนี้ ฉันก็หายออกไปจากชีวิตของเธอ เมื่อฉันเดินกลับมาพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว........... ฉันผิดที่ทิ้งสิ่งที่มีค่าที่สุดไว้ด้านหลัง แล้วเดินออกไปแสวงหาอะไรบางอย่างที่มีอยู่จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

คงดีแล้วที่เธอไปพบสิ่งที่ดีกว่ามากกว่าคนบ้า ที่ไม่อะไรสักอย่าง อย่างฉัน...........

คนที่ทอดทิ้งทุกอย่างที่ไม่อาจแสวงหาอะไรมาทดแทนได้ พร้อมๆกับวิ่งไล่ล่าความว่างเปล่าอย่างบ้าคลั่ง..........

คงต้องทิ้งไปให้หมดแล้ว ความฝัน แล้วมาอยู่กับความเป็นจริง ตั้งตาเรียนเอาปริญญาตรีใบที่สองที่ราม หางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง.........และชีวิตธรรมดาสามัญ ที่คุณค่าของสิ่งที่ทำคือเงินเดือนในแต่ละเดือน (ฉันเจ็บปวด !!!)

นําตา ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว และไม่อายใคร เมื่อเห็นฝนพรำ ความทรงจำในอดีต..........

ขอโทษทุกๆคนที่เคยคาดหวังอะไรหลายสิ่งหลายอย่างในตัวฉัน.........

แต่ขอบคุณ จูเลียต (นิค่อนเอฟ อี 2) รีโกลาส (ริโค่ เคอาร์ 5 ) ทริปเพโนพี (โอลิมปัส ทริป 35 ) คนอื่นอาจจะมองว่าเจ้าคือกล้องถ่ายรูป(เป็นได้แค่นั้น !!!) แต่สำหรับฉันพวกเจ้ามีชีวิต

ขอบคุณเพื่อนเบนซ์ ที่เชื่อมั่นในตัวฉัน ถึงกับดร๊อป thesis มาเดิมพันกับฉันดู แล้วคงผิดหวังกลับไป....

ขอบคุณสายฝน ความทรงจำ ความเหงา ความเจ็บปวด ที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าฉันเป็นใคร..........


edit @ 2007/04/15 00:12:01

2007/Feb/26

Dream........

เมื่อคืนฉันฝัน........ฝันว่าตัวเองกำลังถ่ายรูป..........ตะวันตกดิน..........

เมื่อตอนตื่น........กลับมาถามตัวเองว่า...........อะไรที่ทำให้เราต้องมาถ่ายรูป

อะไรทำให้ปฎิเสธ กล้องดิจิตอล (DSLR) อะไรทำให้หลงเสน่ห์กล้อง SLR และฟิลม์

ทั้งที่มันสามารถประหยัด ให้ฉันได้มากมาย ไม่ต้องกังวลกับค่าฟิลม์ ค่าล้าง ค่า

สแกน และไม่ต้องกังวล ว่าเราจะถ่ายภาพเสีย.......

เอาชนะข้อจำกัดต่างๆ

ตอนนี้ฉันคิดอยู่ว่า อะไรที่ทำให้ฉันมาถ่ายรูป ฉันพบว่าฉันนึกถึงเขาตลอดเวลาที่กดชัตเตอร์..........

ANSEL ADAMS ฉันเคยเห็นภาพถ่ายของเขาในหนังสือ ในเวบไซต์ สุดยอดการถ่ายภาพแลนสเคป ขาว-ดำ

ฉันจำได้ดีตอนเห็นภาพของเขา หัวใจสั่นระรัว มือเท้าเย็นเฉียบ และถามตัวเองว่าเขาถ่ายได้ยังไง ?

คำตอบนั้นไม่รู้จะหาคำตอบจากใคร เว้นแต่จากตัวเอง หยิบกล้องออกมา โหลดฟิลม์ แล้วหาคำตอบเลย !

แม้แต่วันนี้ก็ยังไม่พบคำตอบ

แต่ผมกำลังตามล่าคุณอยู่จากมุมโลกนี้

ใบเดียวก็พอ.......รูปที่ผมถ่ายได้เทียบเท่าคุณ

แม้จะต้องใช้ทั้งชีวิตก็ตาม !!!

Photo : Alletstarius..............

Accessory : Nicon Fe 2

Cosina Lense 28 mm.

Fuji Provia Film

Technic : Cross Process in C-41


edit @ 2007/03/07 00:17:22


edit @ 2007/03/07 00:20:19